


MEP Designer Studio โปรแกรมนี้จัดอยู่ในประเภทของ โปรแกรมออกแบบอาคารสถาปัตยกรรม จากผู้พัฒนา ค่าย Graphisoft ในรูปแบบของโปรแกรมที่รองรับการสร้างโมเดลระบบงานอาคารแบบ 3 มิติ ทั้งระบบเครื่องกล (Mechanical) ระบบไฟฟ้า (Electrical) และระบบสุขาภิบาล (Plumbing) เช่น ระบบระบายอากาศ ระบบทำความร้อนและความเย็น ระบบท่อ และระบบ Cable Tray ทำให้ระบบต่าง ๆ สามารถถูกจัดเก็บเป็นองค์ประกอบ BIM ที่มีข้อมูลประกอบและนำไปประสานงานกับโมเดลอาคารได้ รองรับการใช้งานทั้งบน ระบบปฏิบัติการ Windows และ macOS
โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio รองรับงานออกแบบระบบอาคารที่ครอบคลุมทั้งการ สร้างโมเดล (Modeling), จัดทำเอกสาร (Documentation) และการคำนวณ (Calculation) โดยสามารถทำงานเป็นแอปพลิเคชันแบบ Standalone หรือทำงานร่วมกับ โปรแกรม Archicad Studio ได้โดยตรง เหมาะสำหรับทีมออกแบบและวิศวกรหลายสาขาวิชาชีพ อาทิ
โดยสามารถหาซื้อลิขสิทธิ์แท้ของ โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio ได้ที่ ร้านขาย ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ (Licensed Software) ไทยแวร์ช้อป (Thaiware Shop) ได้แล้ววันนี้

หนึ่งในความสามารถหลักของ โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio คือการสร้างโมเดลระบบ MEP แบบ 3 มิติ โดยมีเครื่องมือเฉพาะสำหรับงาน Ductwork, Pipework และ Cabling โดยผู้ใช้สามารถสร้างเส้นทางเดินระบบใน Floor Plan, Section หรือ 3D Window ได้โดยตรง ทำให้สามารถเลือกวิธีทำงานตามลักษณะของงานและมุมมองที่เหมาะสมได้
การทำงานใน 3 มิติ มีประโยชน์อย่างมากสำหรับโครงการที่ระบบต่าง ๆ ต้องเดินผ่านพื้นที่เดียวกัน เช่น ฝ้าเพดานของสำนักงาน โรงพยาบาล อาคารพาณิชย์ โรงแรม หรือโรงงาน เพราะวิศวกรสามารถมองเห็นตำแหน่งของท่อ Duct และ Cable Tray ในความสัมพันธ์กับโครงสร้างและพื้นที่อาคารได้ชัดเจนกว่าแบบ 2 มิติ
นอกจากนี้ โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio ยังสามารถแสดงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่นำเข้ามาจาก Archicad เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการวางระบบ MEP ได้อีกด้วย
ระบบ Duct เป็นส่วนสำคัญของงาน HVAC (Heating, Ventilation and Air Conditioning) และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio ให้ความสำคัญ โดยผู้ใช้สามารถสร้าง Duct Route เพื่อกำหนดเส้นทางการเดิน Duct ผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ของอาคาร โดยระบบสามารถสร้าง Elbow และ Transition บริเวณจุดเชื่อมต่อของเส้นทางให้อัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนในการสร้างชิ้นส่วนเชื่อมต่อด้วยตนเอง
เมื่อกำหนดเส้นทางแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถปรับขนาดและรูปทรงของ Duct ตามความต้องการได้ โดย MEP Designer รองรับการกำหนด Dimension Table เพื่อควบคุมขนาดที่ใช้งานในโครงการ จุดที่น่าสนใจคือเส้นทาง Duct ไม่ได้เป็นเพียงเส้นกราฟิก แต่มีโครงสร้างของ Route, Segment และ Node ทำให้การแก้ไขระบบสามารถทำได้ในระดับองค์ประกอบของระบบ
สำหรับงาน Plumbing (ระบบท่อประปา) และระบบท่อใน โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio มีเครื่องมือ Pipe Route สำหรับสร้างเส้นทางเดินท่อในโมเดล ซึ่งการวาง Pipe Route ทำได้โดยการกำหนดจุดต่อเนื่องใน Floor Plan, Section หรือ 3D โดยแต่ละจุดจะกลายเป็น Node ที่เชื่อม Segment ของท่อเข้าด้วยกัน เมื่อสร้างเส้นทาง ระบบสามารถสร้างส่วนโค้งและชิ้นส่วนเชื่อมต่อที่จำเป็นตามรูปแบบของ Route ได้
ผู้ใช้สามารถปรับตำแหน่ง ขนาด และคุณสมบัติของท่อแต่ละ Segment ได้ ขณะเดียวกันยังสามารถกำหนดข้อมูลสำหรับการคำนวณระบบ Hydronics ได้ด้วย ความสามารถเหล่านี้ช่วยให้การออกแบบระบบท่อมีลักษณะเป็นระบบมากกว่าการวาดเส้นท่อทีละเส้น เพราะองค์ประกอบต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันภายในโมเดล
ในส่วนของงานระบบไฟฟ้า โปรแกรมจัดเก็บและทำงานร่วมกันบนโครงการออกแบบสถาปัตยกรรม BIMcloud มีเครื่องมือ Cable Carrier Route สำหรับสร้างเส้นทางรองรับสายไฟและสายสัญญาณในโมเดล โดยที่ Cable Carrier สามารถทำงานในลักษณะเดียวกับ Route ประเภทอื่น โดยมี Segment และ Node เป็นส่วนประกอบ และสามารถกำหนดขนาดของ Cable Carrier ผ่านตาราง Dimension ที่กำหนดไว้ใน Route Specifications ได้
ซึ่งการมี Cable Carrier อยู่ในโมเดลเดียวกับระบบ Duct และ Pipe ช่วยให้ทีมงานสามารถพิจารณาพื้นที่ติดตั้งระบบต่าง ๆ ร่วมกันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่มีระบบจำนวนมากติดตั้งอยู่เหนือฝ้าเพดานหรือใน Shaft เดียวกัน
แนวคิด Parametric เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานแบบ BIM โดยที่ โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio มี Parametric MEP Library ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับระบบ MEP ได้ เช่น ท่อ วาล์ว อุปกรณ์ และองค์ประกอบอื่น ๆ พร้อมความสามารถในการสร้าง Custom MEP Parts สำหรับนำองค์ประกอบของผู้ใช้งานเองมาใช้กับการเชื่อมต่อ HVAC ได้
ประโยชน์ของแนวทางนี้คือ เมื่อผู้ใช้งานสร้างโมเดลขึ้นมาแล้ว ระบบไม่ได้มององค์ประกอบเหล่านั้นเป็นเพียงรูปทรง 3 มิติ แต่สามารถนำข้อมูลขององค์ประกอบไปใช้กับงานอื่น เช่น การจัดทำ Schedule การตรวจสอบระบบ และการสร้างเอกสาร ช่วยให้สามารถปรับ Workflow ให้เข้ากับกระบวนการทำงานขององค์กรได้มากขึ้น

เมื่อโครงการหนึ่งมีระบบ MEP หลายระบบ การแยกประเภทของระบบให้ชัดเจนเป็นเรื่องสำคัญ และ โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio มีแนวคิดเรื่อง MEP System สำหรับกำหนดระบบขององค์ประกอบต่าง ๆ โดยระบบสามารถช่วยแยกองค์ประกอบตาม Discipline หรือประเภทของ Medium และกำหนดรูปแบบการแสดงผลของระบบได้
ตัวอย่างเช่น ทีมงานสามารถกำหนดระบบสำหรับ Supply Air, Exhaust Air หรือระบบท่อประเภทต่าง ๆ แล้วแสดงผลด้วยรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถอ่านโมเดลและตรวจสอบระบบได้ง่ายขึ้น โดยในมุมมอง 3 มิติ องค์ประกอบ MEP สามารถใช้สีตามระบบที่กำหนด ขณะที่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมจะแสดงในลักษณะที่ช่วยให้ระบบ MEP โดดเด่นขึ้น ทำให้การตรวจสอบโมเดลมีความชัดเจนมากขึ้น
ปัญหาที่พบบ่อยในโครงการก่อสร้างคือระบบต่าง ๆ ต้องใช้พื้นที่ร่วมกัน ลองนึกภาพอาคารสำนักงานที่มี Duct ขนาดใหญ่เดินอยู่เหนือฝ้า ขณะเดียวกันมีท่อน้ำ Cable Tray คาน และโครงสร้างอื่นอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หากทุกฝ่ายออกแบบแยกกันโดยไม่มีโมเดลกลาง โอกาสที่ระบบจะชนกันก็เพิ่มขึ้น
ทำให้ โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio มีความสามารถด้าน Clash Detection ระหว่างองค์ประกอบ MEP กับองค์ประกอบอื่นในโมเดล ซึ่งช่วยให้ทีมงานสามารถตรวจสอบปัญหาได้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ และการพบปัญหาตั้งแต่บนคอมพิวเตอร์มักช่วยให้ทีมงานสามารถแก้ไขได้ก่อนที่จะเกิดปัญหาหน้างานจริง
โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio รองรับแนวคิด Open BIM และ IFC ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล BIM ระหว่างซอฟต์แวร์ต่างค่าย โดยการใช้ IFC ช่วยให้ทีมงานสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลโมเดลโดยไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์เดียวกันทั้งหมด
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่มีสถาปนิก วิศวกรโครงสร้าง วิศวกรระบบ และผู้รับเหมาหลายบริษัท การมีมาตรฐานกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลจึงช่วยลดข้อจำกัดจากการที่แต่ละฝ่ายใช้ซอฟต์แวร์แตกต่างกัน โดยรองรับทั้งการ IFC Import และ Export รวมถึงการทำงานด้าน Open BIM และ BCF
แม้ BIM จะเป็น Workflow หลักของ โปรแกรมออกแบบและจัดการงานระบบอาคาร MEP Designer Studio แต่การทำงานจริงยังต้องพบกับไฟล์ CAD จำนวนมาก โดยเฉพาะแบบที่ได้รับจากลูกค้า ผู้รับเหมารายอื่น หรือโครงการเดิม โดยที่ MEP Designer Studio มีความสามารถด้าน Interoperability ที่รองรับการทำงานกับไฟล์ DWG และ DXF รวมถึง XREF และข้อมูลประเภทอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนำแบบ 2 มิติ ที่มีอยู่เดิมมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการสร้างโมเดล MEP ได้ ทำให้การเปลี่ยนจาก CAD ไป BIM ไม่ได้หมายถึงการทิ้งข้อมูลเดิมทั้งหมด แต่สามารถนำข้อมูลจาก Workflow เดิมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ BIM ได้
กรอกข้อมูล รับข่าวสารโปรโมชั่น